เมืองแห่งการอ่าน(อะไรดี?)
เมืองแห่งการอ่าน(อะไรดี?) : ประชาธิปไตยที่รักโดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (madpitch@yahoo.com)
เห็นมีข่าวฮือฮากันมาพักใหญ่แล้วเรื่องของการส่งเสริมให้กรุงเทพมหานครนั้นเป็นเมืองแห่งการอ่าน
ผมเองในฐานะคนกรุงเทพฯ ผมบอกตรงๆ ว่าผมอายและขำกับการรณรงค์นี้แหละครับ แต่ในอีกทางก็เข้าใจได้ เพราะว่าการจะได้รับรางวัลนี้น่าจะหมายถึงว่าเมืองเราในทางหนึ่งน่าจะมีคนอ่านอะไรกันอยู่บ้าง
แต่ในอีกทางหนึ่งอาจจะเป็น "อุบาย" เพื่อให้คนนั้น "อ่าน" หนังสือกันมากขึ้น
แม้ว่าโฆษณาจะออกมาแล้วถูกกล่าวหาไปในหลายๆ แนวทางก็ตาม
สำหรับผมก็เดินทางไปหลายเมืองในบ้านเรา ผมคิดว่าจากประสบการณ์ส่วนตัวนั้น เมืองที่น่าจะได้ชื่อว่านครแห่งการอ่านจริงๆ น่าจะเป็นนครเชียงใหม่ และนครแม่สอดนั่นแหละครับ
เชียงใหม่นั้นเป็นนครแห่งการอ่าน เพราะมีร้านหนังสือดีหลายร้านโดยเฉพาะร้านเปิดใหม่อย่าง Bookrepublic และอีกร้านหนึ่งที่อยู่ตรงถนนนิมานฯ และที่สำคัญมีสำนักพิมพ์อย่าง Silkworm ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องเมืองไทยเป็นภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดในตอนนี้
ไม่นับที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือร้านหนังสือมือสองสองสามร้านที่ประตูท่าแพ ที่มีบริการเอาหนังสือเก่าที่ซื้อจากร้านมาแลกหนังสือใหม่ และมีเจ้าของร้านที่สามารถตีราคาหนังสือเป็นและพูดคุยบวกกับจัดประเภทหนังสือได้
ส่วนอีกเมืองหนึ่งก็คือ นครแม่สอดครับ หลายปีก่อนผมไปทำงานที่แม่สอดและตื่นเต้นกับบรรยากาศยามบ่ายของแม่สอดมากมาย
แม่สอดเป็นเมืองกลางหุบเขา ใช้เวลาเดินทางของหนังสือต่างๆ เข้าไปไม่ง่ายนัก แต่ในยุคที่ผ่านมามีร้านหนังสือที่เป็นโกดังใหญ่ของดวงกลม มีร้านริมถนน และมีร้านทันสมัย รวมทั้งมีแผงนิตยสารและหนังสือพิมพ์มากมายที่จะคึกคักมากตอนบ่ายถึงเย็นเพราะหนังสือจะเข้ามาถึงเมือง
บรรยากาศที่เหมือนกับการมีหนังสือเหมือนหยาดฝนที่ชุ่มชื่นตกอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ผมกลับรู้สึกว่าคนต่างถื่นอย่างผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ไปเชียงใหม่และแม่สอด
แต่สำหรับกรุงเทพฯ ถ้าอยากจะให้เป็นเมืองแห่งการอ่านนั้น ผมก็คิดว่าคงต้องคิดอะไรกันอีกมากมาย
อาทิการมีห้องสมุดประชาชนของเมือง ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่เห็นมี เมืองที่ดีจะมีห้องสมุดที่ใหญ่ และมีสาขามากมาย
และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมืองที่ดีนั้นมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้นจะต้องเปิดให้ผู้คนสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ในหลายเมืองในโลก โดยเฉพาะอังกฤษนั้น ห้องสมุดมหาวิทยาลัยประจำเมืองนั้นก็คือห้องสมุดของเมือง และในกรณีของอเมริกานั้นอย่างมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เขาก็ให้ประชาชนเข้าได้ เว้นแต่บางช่วงเวลาเช่นใกล้สอบ
คำถามคือทำอย่างไรที่จะทำให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐนั้นมีความรู้สึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของกันบ้าง และถ้าไม่พูดอะไรแบบนี้ เราก็จะมุ่งไปในทางเดียว นั่นก็คือ การเอางบประมาณมาถมกับศูนย์เรียนรู้ราคาแพงที่เป็นผลงานใหม่ๆ แต่เรื่องอะไรที่มันเป็นรากฐานจริงๆ ของคนที่เขาอ่านหนังสือกันจริงๆ ก็อาจจะถูกละเลยไปด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญประการต่อมาก็คือ เมื่อเราพูดถึงหนังสือ เราก็มักจะตื่นเต้นหวือหวาไปกับสื่อใหม่ๆ แล้วก็คือว่าต้องมีอินเทอร์เน็ตต้องมีอีบุ๊กอะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ดี แต่ที่สำคัญ เมืองที่จะเป็นเมืองหนังสือได้ ต้องมีระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่สืบย้อนไปในอดีต และที่สำคัญต้องหมายถึงการเปิดให้เข้าถึงข้อมูลของรัฐและข้อมูลสาธารณะได้ด้วย
ไม่ใช่คิดถึงแต่ว่าเมืองแห่งการอ่านคือการส่งเสริมแค่รสนิยมและธุรกิจร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ แต่ต้องหมายถึงการที่ประชาชนเข้าไปที่ศูนย์เอกสารหรือห้องสมุดหรือฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เขาสามารถค้นหาและวิจัยเรื่องราวต่างๆ ในอดีตหรือบันทึกของรัฐบาลได้ด้วย
ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ จะเป็นในแบบที่ผมฝัน…อย่างมากก็เป็นเรื่องของการตอกย้ำอคติเมืองสู่คนทั้งประเทศเหมือนเดิมนั่นแหละครับ
ผมเองในฐานะคนกรุงเทพฯ ผมบอกตรงๆ ว่าผมอายและขำกับการรณรงค์นี้แหละครับ แต่ในอีกทางก็เข้าใจได้ เพราะว่าการจะได้รับรางวัลนี้น่าจะหมายถึงว่าเมืองเราในทางหนึ่งน่าจะมีคนอ่านอะไรกันอยู่บ้าง
แต่ในอีกทางหนึ่งอาจจะเป็น "อุบาย" เพื่อให้คนนั้น "อ่าน" หนังสือกันมากขึ้น
แม้ว่าโฆษณาจะออกมาแล้วถูกกล่าวหาไปในหลายๆ แนวทางก็ตาม
สำหรับผมก็เดินทางไปหลายเมืองในบ้านเรา ผมคิดว่าจากประสบการณ์ส่วนตัวนั้น เมืองที่น่าจะได้ชื่อว่านครแห่งการอ่านจริงๆ น่าจะเป็นนครเชียงใหม่ และนครแม่สอดนั่นแหละครับ
เชียงใหม่นั้นเป็นนครแห่งการอ่าน เพราะมีร้านหนังสือดีหลายร้านโดยเฉพาะร้านเปิดใหม่อย่าง Bookrepublic และอีกร้านหนึ่งที่อยู่ตรงถนนนิมานฯ และที่สำคัญมีสำนักพิมพ์อย่าง Silkworm ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องเมืองไทยเป็นภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดในตอนนี้
ไม่นับที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือร้านหนังสือมือสองสองสามร้านที่ประตูท่าแพ ที่มีบริการเอาหนังสือเก่าที่ซื้อจากร้านมาแลกหนังสือใหม่ และมีเจ้าของร้านที่สามารถตีราคาหนังสือเป็นและพูดคุยบวกกับจัดประเภทหนังสือได้
ส่วนอีกเมืองหนึ่งก็คือ นครแม่สอดครับ หลายปีก่อนผมไปทำงานที่แม่สอดและตื่นเต้นกับบรรยากาศยามบ่ายของแม่สอดมากมาย
แม่สอดเป็นเมืองกลางหุบเขา ใช้เวลาเดินทางของหนังสือต่างๆ เข้าไปไม่ง่ายนัก แต่ในยุคที่ผ่านมามีร้านหนังสือที่เป็นโกดังใหญ่ของดวงกลม มีร้านริมถนน และมีร้านทันสมัย รวมทั้งมีแผงนิตยสารและหนังสือพิมพ์มากมายที่จะคึกคักมากตอนบ่ายถึงเย็นเพราะหนังสือจะเข้ามาถึงเมือง
บรรยากาศที่เหมือนกับการมีหนังสือเหมือนหยาดฝนที่ชุ่มชื่นตกอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ผมกลับรู้สึกว่าคนต่างถื่นอย่างผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ไปเชียงใหม่และแม่สอด
แต่สำหรับกรุงเทพฯ ถ้าอยากจะให้เป็นเมืองแห่งการอ่านนั้น ผมก็คิดว่าคงต้องคิดอะไรกันอีกมากมาย
อาทิการมีห้องสมุดประชาชนของเมือง ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่เห็นมี เมืองที่ดีจะมีห้องสมุดที่ใหญ่ และมีสาขามากมาย
และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมืองที่ดีนั้นมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้นจะต้องเปิดให้ผู้คนสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ในหลายเมืองในโลก โดยเฉพาะอังกฤษนั้น ห้องสมุดมหาวิทยาลัยประจำเมืองนั้นก็คือห้องสมุดของเมือง และในกรณีของอเมริกานั้นอย่างมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เขาก็ให้ประชาชนเข้าได้ เว้นแต่บางช่วงเวลาเช่นใกล้สอบ
คำถามคือทำอย่างไรที่จะทำให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐนั้นมีความรู้สึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของกันบ้าง และถ้าไม่พูดอะไรแบบนี้ เราก็จะมุ่งไปในทางเดียว นั่นก็คือ การเอางบประมาณมาถมกับศูนย์เรียนรู้ราคาแพงที่เป็นผลงานใหม่ๆ แต่เรื่องอะไรที่มันเป็นรากฐานจริงๆ ของคนที่เขาอ่านหนังสือกันจริงๆ ก็อาจจะถูกละเลยไปด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญประการต่อมาก็คือ เมื่อเราพูดถึงหนังสือ เราก็มักจะตื่นเต้นหวือหวาไปกับสื่อใหม่ๆ แล้วก็คือว่าต้องมีอินเทอร์เน็ตต้องมีอีบุ๊กอะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ดี แต่ที่สำคัญ เมืองที่จะเป็นเมืองหนังสือได้ ต้องมีระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่สืบย้อนไปในอดีต และที่สำคัญต้องหมายถึงการเปิดให้เข้าถึงข้อมูลของรัฐและข้อมูลสาธารณะได้ด้วย
ไม่ใช่คิดถึงแต่ว่าเมืองแห่งการอ่านคือการส่งเสริมแค่รสนิยมและธุรกิจร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ แต่ต้องหมายถึงการที่ประชาชนเข้าไปที่ศูนย์เอกสารหรือห้องสมุดหรือฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เขาสามารถค้นหาและวิจัยเรื่องราวต่างๆ ในอดีตหรือบันทึกของรัฐบาลได้ด้วย
ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ จะเป็นในแบบที่ผมฝัน…อย่างมากก็เป็นเรื่องของการตอกย้ำอคติเมืองสู่คนทั้งประเทศเหมือนเดิมนั่นแหละครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น