ใบไม้ใบสุดท้าย
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ดูแลสุขภาพ....กับหมอเส็ง
| ||
จากการสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 40 ปี ในวงการสมุนไพรไทย สร้างชื่อจากการเป็น "หมอแมะ"ชื่อดัง จนมาสู่วงการธุรกิจขายตรง เป็นเส้นทางที่ประสบความสำเร็จของ หมอเส็ง ที่ยากจะมีคนลอกเลียนแบบ ด้วยความรู้ที่แตกฉาน เชี่ยวชาญด้าน ตำรายาสมุนไพรอย่างลึกซึ้ง จนแทบจะเรียกได้ว่า "พจนานุกรมสมุนไพรไทย" ก็ว่าได้ !
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกกับสิ่งที่ หมอเส็ง ได้รับการยอมรับจากสังคมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา,จนกระทั่งปัจจุบัน,แม้กระทั่งในแวดวงธุรกิจขายตรง หมอเส็งเข้ามาโลดแล่นอยู่ในวงการนี้เป็นเวลาเพียงแค่ไม่นาน แต่ความรู้ที่เป็นเอกอุอย่างถึงแก่นชนิดรู้จริงนั่น ทำให้วงการขายตรงที่หลายคน แม้แต่ตัว หมอเส็ง เอง ที่เห็นว่าเป็นสีเทา "มีความหวังในการประกาศศักดาสมุนไพรไทยให้ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก"
คัดบทความจากหนังสือ LEADER TIME | ||
สิ่งดีๆ เกิดขึ้นได้ในอนาคต... เพียงแต่คุณเริ่มวางแผนในวันนี้
เคล็บลับของความสำเร็จ คือ เริ่มต้นการเดินทางตั้งแต่วันนี้อย่างต่อเนื่อง ไปสู่จุดมุ่งหมาย
|
เริ่มจากการทาน ยาหมอเส็ง สมุนไพรที่ได้ผลจริง!
ตัวผมทำการตลาดเพื่อขายของต่างประเทศอย่างเช่น อเมริกาและอังกฤษ ผ่านช่องทางอินเตอร์เนตเป็นงานอดิเรกและไม่ได้มีความสนใจเกี่ยวกับยาสมุนไพรแต่อย่างใด จนวันหนึ่งทางคุณแม่ผม (คุณพรทิพย์ เจริญอนันต์กิจ) ได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับหมอเส็ง และยาหมอเส็ง เนื่องจากว่าตอนนั้นผมเองมีโรคประจำตัวอยู่ นั่นคือ โรคภูมิแพ้ (ผมเองเป็นคนที่แพ้ฝุ่นง่าย ถ้าเจอฝุ่นเยอะจะจามตลอด) ตอนนั้นคุณได้แนะนำให้รับประทานยาบำรุงร่างเบอร์ 2 ชนิดน้ำ ตราหมอเส็ง และขมิ้นชันหมอเส็ง ชนิดแคปซูล ยอมรับว่าตอนนั้นค่อนข้างต่อต้านการรับประทานยาสมุนไพรรวมถึงยาสมุนไพรหมอเส็ง ด้วย เพราะมีความเข้าใจอยู่ตลอดว่ายาสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นของหมอเส็ง หรือหมอคนไหนก็ใช้ได้แค่เพียงรักษาโรคไม่ร้ายแรง อย่างเช่น ร้อนใน หรือ ท้องอืด เป็นต้น ตอนแรกที่คุณแม่ให้ยาหมอเส็ง ผมมาทาน ผมก็ทานบ้างไม่ทานบ้าง แต่พอได้ลองทานไปแล้วรู้ได้เลยว่าร่างกายดีขึ้นและอาการแพ้มีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ก็เลยลองตั้งใจทานยาหมอเส็ง ดู ก็ได้ผลที่น่าพอใจ คือ มีอาการแพ้น้อยลงจนแข็งแรงอย่างคนปกติ
ยาหมอเส็งไม่เพียงผ่านการพิสูจน์จากผมเท่านั้น คุณย่าของผมอายุ 80 ปีก็รับประทานอยู่เช่นเดียวกัน ท่านอายุมากแล้วก็เลยเจ็บออดๆแอดๆตามประสาคนแก่ คุณแม่ก็เลยให้ท่านรับประทานยาบำรุงร่างกายตราหมอเส็ง เป็นประจำ จนปัจจุบันนี้ท่านก็ยังแข็งแรงดีอยู่ครับ
หลังจากที่ได้ผลที่น่าพอใจจากการใช้ยาหมอเส็ง ในครอบครัวของเรา ทางคุณแม่จึงได้เริ่มแนะนำคนอื่นๆอีกหลายคน ซึ่งผู้ใช้ยาหมอเส็ง คนอื่นๆที่ได้ทดลองบอกว่าเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ผลจริง
ที่เล่ามาเป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยครับ มีคนอีกมากมายที่ทานยาหมอเส็ง แล้วได้ผลดี แต่ผมคงไม่สามารถบอกท่านได้ว่าสมุนไพรหมอเส็ง ดีอย่างไร จนกว่าท่านจะลองพิสูจน์ด้วยตนเอง
ระยะเวลาในการทานยาหมอเส็ง นานแค่ไหนหยุดเมื่อไหร่ดี ?
Posted In ยาหมอเส็ง และสรรพคุณยาหมอเส็ง
ระยะเวลาในการทานยาหมอเส็งเป็นคำถามที่ถูกถามมากที่สุดคำถามหนึ่ง ผู้เขียนก็เลยรวบรวมจากคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับทุกท่านใช้ในการพิจารณาระยะเวลาที่เหมาะสมในการทานยาให้กับตัวเองได้

ทำความเข้าใจเรื่องความเสื่อม
ตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธไม่มีใครหนีพ้นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้เขียนจึงอยากให้ท่านทำความเข้าใจสักนิดนึงว่า ไม่มีใครที่จะหนุ่มสาวได้ตลอดไปหรือเป็นอมตะ สิ่งที่เราทำได้คือ การดูแลสุขภาพให้มีความเสื่อมเกิดขึ้นอย่างช้าๆหรือชะลอวัย เพราะถ้าเราเริ่มแก่เมื่อไหร่ ? เจ็บและตายจะตามมาเสมอตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้น อีกนัยหนึ่งของการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงหมายถึงการชะลอวัยนั่นเอง
เคล็ดไม่ลับ 3 ข้อ รู้ไว้ใช้ยาอย่างเข้าใจ
1. ก่อนอื่นเลยคุณควรถามตัวเองก่อนว่าจะทานยาเพื่ออะไร ? การใช้ยาต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เราจึงจะสามารถกำหนดวิธีการทานยาและระยะเวลาที่เหมาะสมได้ในกรณีที่ร่างกายแข็งแรงดี แต่ถ้ามีความเจ็บป่วยให้ปล่อยเป็นหน้าที่ของแพทย์เท่านั้น
2. เมื่อบรรลุเป้าหมายในการทานยาแล้ว คุณสามารถหยุดยาได้ (ถ้าคุณหายป่วยและไม่จำเป็นต้องทานยาแล้ว แพทย์จะเป็นคนสั่งให้หยุดยาเอง)
3. ป่วยได้ก็หายได้ หายได้ก็ป่วยได้ สุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่ต้องดูแลหรือบำรุงรักษาตลอดไป (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า maintain) ถ้าคุณดูแลดียาอะไรก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจจะต้องกลับมาทานยาอีกก็เป็นได้
คำถามที่พบบ่อย
1. ยาหมอเส็งควรทานนานเท่าไหร่ดี ?
2. ทานยาหมอเส็งมาสักระยะสุขภาพดีขึ้นแล้ว หยุดได้ไหมเมื่อไหร่ดี ?
2. ทานยาหมอเส็งมาสักระยะสุขภาพดีขึ้นแล้ว หยุดได้ไหมเมื่อไหร่ดี ?
ลองอ่านความเห็นของผู้เขียนดูนะครับ พิจารณาดูกันเอาเองจะเชื่อหรือไม่ก็ได้ 555
ยาหมอเส็งควรทานนานเท่าไหร่ดี ?
คำถามนี้กว้างและตอบได้ค่อนข้างหลากหลาย เพราะการทานยาจะนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหาสุขภาพ ความจำเป็น และผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละคน ผู้เขียนแบ่งประเภทของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์หมอเส็งเป็นกลุ่มๆดังนี้
คนปกติ หมายถึง คนที่ร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว โดยปกติแล้วจะทานยาเพื่อบำรุงสุขภาพหรือเพื่อความสวยความงาม
คนป่วย หมายถึง คนที่มีปัญหาสุขภาพหรือป่วยด้วยโรคบางชนิด มีโรคประจำตัว โดยปกติแล้วจะทานเพื่อรักษาโรค โดยคนป่วยก็จะแบ่งได้อีก 2 ประเภทใหญ่ คือ คนป่วยด้วยโรคที่รักษาได้หายขาด และคนป่วยด้วยโรคที่รักษาได้แต่ไม่หายขาด

กล่มลูกค้าทานยาหมอเส็ง
คนปกติ – ทานยาเพื่อบำรุงสุขภาพ
ในกรณีนี้ค่อนข้างฟรีสไตล์ในการทานยา เพราะประเด็นหลักคือ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ไม่ได้ป่วย ดังนั้น การทานยาไม่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลานาน แนะนำให้ทานแบบต่อเนื่อง 3 – 6 เดือน ครบตามระยะเวลาแล้วก็หยุดได้
คนปกติ – ทานยาเพื่อความสวยความงาม
คล้ายกับเคสทานยาเพื่อบำรุงสุขภาพ กล่าวคือ สุขภาพแข็งแรงดีอยู่แล้ว แต่อยากผิวสวยสดใสสุขภาพดี ผลิตภัณฑ์อาจจะเหมิอนกันหรือต่างออกไป ขึ้นกับเป้าหมายของแต่ละคน แนะนำให้ทานยาแบบต่อเนื่อง 3 – 6 เดือน ก็หยุดยาได้
คนป่วย – โรครักษาหายขาด
โดยปกติแล้วคุณหมอเส็งจะแนะนำให้ทานยานาน 3 – 6 เดือน อาจจะนานหรือสั้นกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับโรคและความหนักเบาของปัญหาสุขภาพที่มี ซึ่งโดยปกติแล้วต้องปรึกษาคุณหมอเส็งก่อนจะหยุดยาจะดีที่สุด
คนป่วย – โรครักษาไม่หายขาด
ถ้าป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด การทานยาต้องต่อเนื่องไปตลอด อาจจะหยุดได้บ้างแต่ก็เป็นช่วงสั้นๆเพราะถ้าหยุดยานานเกินไป อาการก็อาจจะเกิดขึ้นอีกได้ (เคยเห็นมาแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน)
*** ใช้เป็นแนวทางได้ระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะแต่ละคนมีความแตกต่างกันในเรื่องของสุขภาพพื้นฐาน วิธีการหรือระยะเวลาที่นำเสนอไปใช้ได้กับหลายๆคนแต่ไม่ใช่กับทุกคน
ทานยาหมอเส็งมาสักระยะสุขภาพดีขึ้นแล้ว หยุดได้ไหม ?
ถ้าได้อ่านบทความนี้ตั้งแต่แรก…ผู้เขียนเชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะพอเข้าใจแล้วว่าคำตอบของคำถามนี้คืออะไร คำตอบคือ “ได้แน่นอน” แต่จะหยุดได้นานเท่าไหร่ ? และต้องกลับมาทานยาอีกไหม ? มันจะขึ้นอยู่กับว่าสุขภาพของคุณเป็นอย่างไร ? โดยทั่วไปแล้วด้วยอายุที่มากขึ้น กรรมพันธุ์ โรคประจำตัว ประกอบกับการไม่ดูแลสุขภาพหรือการทำพฤติกรรมไม่ดีในชีวิตประจำวัน เป็นสาเหตุของความเสื่อมและความเจ็บป่วย และจากประสบการณ์ตรงพบว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้สุขภาพของตนเองดีขึ้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (กรรมพันธุ์และโรคประจำตัวเราไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ส่วนเรื่องอายุไม่ต้องพูดถึง เราไปหยุดไม่ได้อยู่แล้ว) ดังนั้น คนส่วนใหญ่ก็เลยต้องทานยาเพื่อเป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพไปเรื่อยๆ
สนใจอยากให้สุขภาพดี...ติดต่อเรา 085-7806199 อัมพะกา...บุรีรัมย์
วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
...ความฝัน....
...........บนเส้นทางแห่งความฝัน.....เราทุกคนยังอยากจะเดินไปให้ถึง แต่ก้อมีอีกหลายสิ่ง หลายอย่าง ที่เรา ก้อยังอยากจะทำเหมือน กัน คนที่จะทำสิ่งที่อยากทำพร้อมกันได้ ต้องเป็นคนที่ พร้อมเท่านั้น แต่...เรา หลายคน ไม่เคยพร้อมเลย...........
เมืองแห่งการอ่าน(อะไรดี?)
เมืองแห่งการอ่าน(อะไรดี?) : ประชาธิปไตยที่รักโดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (madpitch@yahoo.com)
เห็นมีข่าวฮือฮากันมาพักใหญ่แล้วเรื่องของการส่งเสริมให้กรุงเทพมหานครนั้นเป็นเมืองแห่งการอ่าน
ผมเองในฐานะคนกรุงเทพฯ ผมบอกตรงๆ ว่าผมอายและขำกับการรณรงค์นี้แหละครับ แต่ในอีกทางก็เข้าใจได้ เพราะว่าการจะได้รับรางวัลนี้น่าจะหมายถึงว่าเมืองเราในทางหนึ่งน่าจะมีคนอ่านอะไรกันอยู่บ้าง
แต่ในอีกทางหนึ่งอาจจะเป็น "อุบาย" เพื่อให้คนนั้น "อ่าน" หนังสือกันมากขึ้น
แม้ว่าโฆษณาจะออกมาแล้วถูกกล่าวหาไปในหลายๆ แนวทางก็ตาม
สำหรับผมก็เดินทางไปหลายเมืองในบ้านเรา ผมคิดว่าจากประสบการณ์ส่วนตัวนั้น เมืองที่น่าจะได้ชื่อว่านครแห่งการอ่านจริงๆ น่าจะเป็นนครเชียงใหม่ และนครแม่สอดนั่นแหละครับ
เชียงใหม่นั้นเป็นนครแห่งการอ่าน เพราะมีร้านหนังสือดีหลายร้านโดยเฉพาะร้านเปิดใหม่อย่าง Bookrepublic และอีกร้านหนึ่งที่อยู่ตรงถนนนิมานฯ และที่สำคัญมีสำนักพิมพ์อย่าง Silkworm ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องเมืองไทยเป็นภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดในตอนนี้
ไม่นับที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือร้านหนังสือมือสองสองสามร้านที่ประตูท่าแพ ที่มีบริการเอาหนังสือเก่าที่ซื้อจากร้านมาแลกหนังสือใหม่ และมีเจ้าของร้านที่สามารถตีราคาหนังสือเป็นและพูดคุยบวกกับจัดประเภทหนังสือได้
ส่วนอีกเมืองหนึ่งก็คือ นครแม่สอดครับ หลายปีก่อนผมไปทำงานที่แม่สอดและตื่นเต้นกับบรรยากาศยามบ่ายของแม่สอดมากมาย
แม่สอดเป็นเมืองกลางหุบเขา ใช้เวลาเดินทางของหนังสือต่างๆ เข้าไปไม่ง่ายนัก แต่ในยุคที่ผ่านมามีร้านหนังสือที่เป็นโกดังใหญ่ของดวงกลม มีร้านริมถนน และมีร้านทันสมัย รวมทั้งมีแผงนิตยสารและหนังสือพิมพ์มากมายที่จะคึกคักมากตอนบ่ายถึงเย็นเพราะหนังสือจะเข้ามาถึงเมือง
บรรยากาศที่เหมือนกับการมีหนังสือเหมือนหยาดฝนที่ชุ่มชื่นตกอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ผมกลับรู้สึกว่าคนต่างถื่นอย่างผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ไปเชียงใหม่และแม่สอด
แต่สำหรับกรุงเทพฯ ถ้าอยากจะให้เป็นเมืองแห่งการอ่านนั้น ผมก็คิดว่าคงต้องคิดอะไรกันอีกมากมาย
อาทิการมีห้องสมุดประชาชนของเมือง ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่เห็นมี เมืองที่ดีจะมีห้องสมุดที่ใหญ่ และมีสาขามากมาย
และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมืองที่ดีนั้นมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้นจะต้องเปิดให้ผู้คนสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ในหลายเมืองในโลก โดยเฉพาะอังกฤษนั้น ห้องสมุดมหาวิทยาลัยประจำเมืองนั้นก็คือห้องสมุดของเมือง และในกรณีของอเมริกานั้นอย่างมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เขาก็ให้ประชาชนเข้าได้ เว้นแต่บางช่วงเวลาเช่นใกล้สอบ
คำถามคือทำอย่างไรที่จะทำให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐนั้นมีความรู้สึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของกันบ้าง และถ้าไม่พูดอะไรแบบนี้ เราก็จะมุ่งไปในทางเดียว นั่นก็คือ การเอางบประมาณมาถมกับศูนย์เรียนรู้ราคาแพงที่เป็นผลงานใหม่ๆ แต่เรื่องอะไรที่มันเป็นรากฐานจริงๆ ของคนที่เขาอ่านหนังสือกันจริงๆ ก็อาจจะถูกละเลยไปด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญประการต่อมาก็คือ เมื่อเราพูดถึงหนังสือ เราก็มักจะตื่นเต้นหวือหวาไปกับสื่อใหม่ๆ แล้วก็คือว่าต้องมีอินเทอร์เน็ตต้องมีอีบุ๊กอะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ดี แต่ที่สำคัญ เมืองที่จะเป็นเมืองหนังสือได้ ต้องมีระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่สืบย้อนไปในอดีต และที่สำคัญต้องหมายถึงการเปิดให้เข้าถึงข้อมูลของรัฐและข้อมูลสาธารณะได้ด้วย
ไม่ใช่คิดถึงแต่ว่าเมืองแห่งการอ่านคือการส่งเสริมแค่รสนิยมและธุรกิจร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ แต่ต้องหมายถึงการที่ประชาชนเข้าไปที่ศูนย์เอกสารหรือห้องสมุดหรือฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เขาสามารถค้นหาและวิจัยเรื่องราวต่างๆ ในอดีตหรือบันทึกของรัฐบาลได้ด้วย
ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ จะเป็นในแบบที่ผมฝัน…อย่างมากก็เป็นเรื่องของการตอกย้ำอคติเมืองสู่คนทั้งประเทศเหมือนเดิมนั่นแหละครับ
ผมเองในฐานะคนกรุงเทพฯ ผมบอกตรงๆ ว่าผมอายและขำกับการรณรงค์นี้แหละครับ แต่ในอีกทางก็เข้าใจได้ เพราะว่าการจะได้รับรางวัลนี้น่าจะหมายถึงว่าเมืองเราในทางหนึ่งน่าจะมีคนอ่านอะไรกันอยู่บ้าง
แต่ในอีกทางหนึ่งอาจจะเป็น "อุบาย" เพื่อให้คนนั้น "อ่าน" หนังสือกันมากขึ้น
แม้ว่าโฆษณาจะออกมาแล้วถูกกล่าวหาไปในหลายๆ แนวทางก็ตาม
สำหรับผมก็เดินทางไปหลายเมืองในบ้านเรา ผมคิดว่าจากประสบการณ์ส่วนตัวนั้น เมืองที่น่าจะได้ชื่อว่านครแห่งการอ่านจริงๆ น่าจะเป็นนครเชียงใหม่ และนครแม่สอดนั่นแหละครับ
เชียงใหม่นั้นเป็นนครแห่งการอ่าน เพราะมีร้านหนังสือดีหลายร้านโดยเฉพาะร้านเปิดใหม่อย่าง Bookrepublic และอีกร้านหนึ่งที่อยู่ตรงถนนนิมานฯ และที่สำคัญมีสำนักพิมพ์อย่าง Silkworm ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องเมืองไทยเป็นภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดในตอนนี้
ไม่นับที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือร้านหนังสือมือสองสองสามร้านที่ประตูท่าแพ ที่มีบริการเอาหนังสือเก่าที่ซื้อจากร้านมาแลกหนังสือใหม่ และมีเจ้าของร้านที่สามารถตีราคาหนังสือเป็นและพูดคุยบวกกับจัดประเภทหนังสือได้
ส่วนอีกเมืองหนึ่งก็คือ นครแม่สอดครับ หลายปีก่อนผมไปทำงานที่แม่สอดและตื่นเต้นกับบรรยากาศยามบ่ายของแม่สอดมากมาย
แม่สอดเป็นเมืองกลางหุบเขา ใช้เวลาเดินทางของหนังสือต่างๆ เข้าไปไม่ง่ายนัก แต่ในยุคที่ผ่านมามีร้านหนังสือที่เป็นโกดังใหญ่ของดวงกลม มีร้านริมถนน และมีร้านทันสมัย รวมทั้งมีแผงนิตยสารและหนังสือพิมพ์มากมายที่จะคึกคักมากตอนบ่ายถึงเย็นเพราะหนังสือจะเข้ามาถึงเมือง
บรรยากาศที่เหมือนกับการมีหนังสือเหมือนหยาดฝนที่ชุ่มชื่นตกอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ผมกลับรู้สึกว่าคนต่างถื่นอย่างผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ไปเชียงใหม่และแม่สอด
แต่สำหรับกรุงเทพฯ ถ้าอยากจะให้เป็นเมืองแห่งการอ่านนั้น ผมก็คิดว่าคงต้องคิดอะไรกันอีกมากมาย
อาทิการมีห้องสมุดประชาชนของเมือง ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่เห็นมี เมืองที่ดีจะมีห้องสมุดที่ใหญ่ และมีสาขามากมาย
และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมืองที่ดีนั้นมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้นจะต้องเปิดให้ผู้คนสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ในหลายเมืองในโลก โดยเฉพาะอังกฤษนั้น ห้องสมุดมหาวิทยาลัยประจำเมืองนั้นก็คือห้องสมุดของเมือง และในกรณีของอเมริกานั้นอย่างมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เขาก็ให้ประชาชนเข้าได้ เว้นแต่บางช่วงเวลาเช่นใกล้สอบ
คำถามคือทำอย่างไรที่จะทำให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐนั้นมีความรู้สึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของกันบ้าง และถ้าไม่พูดอะไรแบบนี้ เราก็จะมุ่งไปในทางเดียว นั่นก็คือ การเอางบประมาณมาถมกับศูนย์เรียนรู้ราคาแพงที่เป็นผลงานใหม่ๆ แต่เรื่องอะไรที่มันเป็นรากฐานจริงๆ ของคนที่เขาอ่านหนังสือกันจริงๆ ก็อาจจะถูกละเลยไปด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญประการต่อมาก็คือ เมื่อเราพูดถึงหนังสือ เราก็มักจะตื่นเต้นหวือหวาไปกับสื่อใหม่ๆ แล้วก็คือว่าต้องมีอินเทอร์เน็ตต้องมีอีบุ๊กอะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ดี แต่ที่สำคัญ เมืองที่จะเป็นเมืองหนังสือได้ ต้องมีระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่สืบย้อนไปในอดีต และที่สำคัญต้องหมายถึงการเปิดให้เข้าถึงข้อมูลของรัฐและข้อมูลสาธารณะได้ด้วย
ไม่ใช่คิดถึงแต่ว่าเมืองแห่งการอ่านคือการส่งเสริมแค่รสนิยมและธุรกิจร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ แต่ต้องหมายถึงการที่ประชาชนเข้าไปที่ศูนย์เอกสารหรือห้องสมุดหรือฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เขาสามารถค้นหาและวิจัยเรื่องราวต่างๆ ในอดีตหรือบันทึกของรัฐบาลได้ด้วย
ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ จะเป็นในแบบที่ผมฝัน…อย่างมากก็เป็นเรื่องของการตอกย้ำอคติเมืองสู่คนทั้งประเทศเหมือนเดิมนั่นแหละครับ
คุณ...........คือใคร
6 วิธีง่ายๆในการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคุณ
1. สร้างความเข้าใจว่า ตัวตนที่แท้จริงของคุณคือพลังที่สำคัญที่สุดที่กำหนดการกระทำทั้งหมดของคุณ
เราจะทำในสิ่งที่ตัวเราเองคิดว่าเราเป็น ไม่ว่าภาพที่่เราคิดนั้นจะเป็นจริงหรือไม่
2. เมื่อคุณรู้ว่าตัวเองคือใคร แล้วเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง
การใช้ชีวิตในวิถีที่ตรงข้ามความเชื่อและการเป็นตัวของตัวเอง จะทำให้คุณ เครียด ท้อแท้ ผิดหวัง และเศร้า
หากคุณต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข คุณต้องเรียนเพื่อรู้จักตัวเองให้มากขึ้นว่า จริงๆแล้ว
- อะไรที่คุณต้องการ?
- อะไรคือจุดแข็งของคุณ?
- อะไรที่คุณกลัว?
- คุณมีความเชื่ออะไรบ้าง?
- และคุณค่าอะไรที่ตัวคุณมี?
เรียบเรียงสิ่งที่คุณรู้จักตัวเอง ให้กลายเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ เพื่อเข้าถึงและปลดปล่อยศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณเอง
3. ปรับเปลี่ยนความเข้าใจผิดที่ว่า นิสัยบางอย่างของคุณเป็นตัวกำหนดว่าคุณคือใคร
ทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาของชีวิต ที่ผิดหวังหรือสิ้นหวังจนทำให้เราพูดหรือทำอะไรลงไปที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง นิสัยหรือพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่แท้จริงของตัวคุณเอง โดยเราควรใช้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพื่อ พัฒนาตัวตนที่แท้จริงเพิ่มขึ้นอีก
4. เมื่อคุณมีความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง 100 % จะช่วยฟื้นฟูตัวตนที่แท้จริงของคุณเพิ่มมากขึ้นด้วย
หากคุณลงมือทำอะไรแล้วไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดไว้ หยุดการกล่าวโทษคนอื่น แล้วยืดอกยอมรับผิดด้วยตัวเอง เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
5. วิธีที่เร็วที่สุดในการพัฒนาตัวตนที่แท้จริง คือการสร้างความแปลกใหม่และความตื่นเต้นให้ชีวิต
คุณอาจพาตัวเองไปยังที่ที่คุณไม่เคยไป พบเจอกับกลุ่มคนที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน หรือทำกิจกรรมที่ตื่นเต้น เช่น การกระโดดบันจี้จัมพ์
6. การรู้ตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และการรู้จักเป้าหมายชีวิต จะช่วยให้ชีวิตคุณมีวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง
เราทุกคนมีพลังมหาศาลซ่อนอยู่ในตัวเอง การค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเรา พัฒนาตัวตนที่แท้จริงของเราอย่างต่อเนื่องโดยการ ฝึกควบคุมจิตใต้สำนึกให้มีความเชื่อที่ทรงพลังเพื่อพาคุณไปยังสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต จะช่วยพิสูจน์ให้รู้ว่าตัวคุณเองสามารถทำอะไรได้อีกมากมายในชีวิต
คำถาม: คุณมีความคิดเห้นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวคุณ? คุณมีวิธีใดบ้างที่ช่วยให้คุณสามารถค้นหาตัวตนที่แท้จริง?
นอนไม่หลับ...หลับยาก...ทำไงดี
33 เคล็ดลับ
บ๊ายบายอาการนอนไม่หลับของคุณ !!!
1.อย่าเข้านอนเพราะว่า "ถึงเวลานอนแล้ว"
แต่จงเชื่อนาฬิกาในตัวคุณเอง ถ้าดุไม่ออกว่าตอนไหน
ขอให้รู้ไว้ว่าร่างกายจะสื่อให้ทราบเมื่อถึงเวลา แต่ทว่า มนุษย์เราไม่รู้
ความหมายอยู่บ่อย ๆ ซึ่งได้แก่ การหาวนอน อาการแสบตา ความรู้สึกประเภท
"ลานหมด" หัวจะทิ่มลงท่าเดียว ส่วนหนังตา ก็หย่อน พาลจะหลับให้ได้…. ถ้ายังไม่รับทราบสัญญาณเหล่านี้
คุณก็จะพลาดรถไฟ สายเจ้าหญิงนิทรา และจะต้องรอไปอีกสองชั่วโมง
จึงจะง่วงนอนอีกครั้ง เนื่องจากต่าง คนต่างก็มี่ช่วงจังหวะของตัวเอง
จึงเปล่าประโยชน์ที่คุณ จะเข้านอนแต่เนิ่น ๆ ถ้าคุณเป็นสมาชิกครอบครัว นอนดึก
หรือรอจนดึกดื่น จึงเข้านอน ถ้าคุณเป็นพวกนอนหัวค่ำ
2.อย่านอนผิดเวลาทุกวัน คุณรับประทานอาหารประมาณเวลาเดิม ก็ขอให้เข้า
นอน และ ตื่นนอนตามตารางเวลา เดิมเป็น ประจำด้วย มิฉะนั้นคุณก็เสียง ที่จะง่วง
นอนผิดเวล่ำเวลา
3.ทดลองหลับแว่บเดียว ทำเหมือนจิตรกรซัลวาดอร์ ดาลี ที่ดูเหมือนเป็น
หนึ่งใน บรรดา ลูกสมุนของเทคนิค "แสงแว่บ" เรียกสติคืนมา นั่งบน
เก้าอี้โซฟา มือถือช้อนชาคันหนึ่ง ตรงปลายเท้าของคุณวางจานโลหะ ไว้หนึ่งใบ
เมื่อผล็อย หลับ มือก็จะปล่อยช้อนหล่นลงมาบนจานโลหะ ส่งเสียงดัง ซึ่งจะปลุกคุณให้ตื่น
ในทางทฤษฎีถือว่าอาการของคุณปกติดี คำอธิบายเมื่อหลับตา คุณตัดข้อมูล
ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ควรฝึกวันละหลายครั้ง
4.พักกลางคัน ถ้าคุณไม่สนใจพักแป๊ปเดียวเพื่อให้ตนเอง กระปรี้กระเปร่า
ก็ใช้วิธีนี้ นั่งท่าสบาย ๆ อยู่ที่โต๊ะ ทำงาน ของคุณ หนุนศีรษะบนแขนที่ไขว้ กัน
หรือนอนท่าเหยียดยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย 5 นาที เพื่อผ่อนคลาย
ง่าย ๆ
5.สะสมการนอน "ช่วงสั้น" ใน วันทำงาน คงยากที่
จะนั่งสัปหงกหน้าแป้นพิมพ์ คอมพิวเตอร์ตอนบ่ายอ่อน ๆ เก็บสะสมความอยากเอนหลังนาน ๆ
เป็นชั่วโมง ครึ่งถึงสองชั่วโมง (ซึ่งเป็นหนึ่งวัฏจักรของการ นอนหลับพักผ่อน
ที่เต็มอิ่ม) เอาไว้ชดเชยตอนบ่ายของวันสุดสัปดาห์ คุณจะได้พักผ่อนอย่างอิ่มเอม
ใช้หนี้ความเหนื่อยล้าตลอดสัปดาห์
6.บอกเลิกการตีเทนนิสหรือการออกกายบริหารที่ฟิตเนสทุกเย็นวันอังคาร
นอกเสียจากว่าคุณไม่ กลัวนอนดึก การเล่นกีฬาตอนหัวค่ำยิ่งไม่เอื้อ ต่อการนอน
เพราะทำให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัว แต่ก็อีกนั่นแหละ ต้องจับตาดูความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคน
แพราะสิ่งที่ทำให้คนใกล้ตัว หลับบางที คือสิ่งที่กลับปลุกให้คุณตื่น
7.ลงมือฝึกชี่กง (ลมปราณ) ชี่กงเหมาะมากสำหรับสงบความคิดจิตใจ และขจัด
ความอ่อนเพลีย ในไม่ช้าคุณจะเรียนรู้ที่จะทำท่าที่ชวนให้ง่องนอนเป็น
8.รับประทานอาหารค่ำแต่หัวค่ำ คุณจะรู้สึกว่าเวลาช่วงค่ำยาวนานขึ้น
ควรหลีก เลี่ยงการเข้านอน "ขณะยังย่อยอาหารอยู่" ปล่อยให้เวลาผ่านไป
อย่างน้อย สอง ชั่วโมงหลังอาหารค่ำแล้วจึงค่อยนอน
9.ค้นพบความเพลิดเพลินและประโยชน์ของการเดินย่อยอาหารมื้อค่ำ
10.ละเว้นสารกระตุ้นต่าง ๆ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กาแฟ
น้ำชา.ความจริง ที่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงละเลยอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีความสามารถจะรับและ
มีปฏิกริยาโต้ตอบพิเศษกับคาเฟอีนก็ตาม เพราะระบบเผาผลาญ บางคนต้อง ใช้เวลาสิบสอง
ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อกำจัดกาแฟเพียงถ้วยเดียว ไม่น่าแปลกใจ ที่คำว่า "kawa"
หรือ
"กาแฟ" ในภาษาอาหรับหมายถึง "ตัวทำลายความง่วง"
11.จงหาว ถ้าเกิดง่วงนอนและมีอาการหาวบ่อย ๆ การบังคับตนเองให้หาว
จะช่วย ผ่อนคลาย ได้และทำให้อยากนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า ได้ยืดแข้งยืดขาด้วย
12.ดื่มเครื่องดื่มชาสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการกล่อมประสาทอย่าง
ชาคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์จะช่วยให้นอนหลับได้
13.ลดปริมาณอาหาร และ กลูไซด์ (อินทรียสารในคาร์โบไฮเดรต) ตอนมื้อค่ำ
หลีกเลี่ยงน้ำตาล ชองหวานที่หวานจัด น้ำผึ้ง น้ำอัดลม…. เพราะเสี่ยงที่จะ
เสริม ให้โลหิตมี ปริมาณกลูโคสต่ำกว่าปกติในตอนกลางคืน
อยากจะหลับและทำไม๊ ทำไมถึงนอนไม่หลับ ...นั่นน่ะซิคะ
ไหนจะเครียดเรื่อง นอกบ้าน แล้วยังต้องมา เครียดเรื่องนอน ไม่หลับของตัวเองอีก
ก่อนที่อาการนอนไม่หลับ จะเล่นงานคุณให้ ต้องตาบวมฉึ่งไปทำงาน มาหาวิธีแก้ไขกับ 33
เคล็ดลับเด็ดๆ ที่เราเสนอให้ดีกว่า อย่ามัวข่มตานอนอยู่เลย
14.รับประทานแอปเปิ้ล ผักกาดหอม และผลิตภัณฑ์จากนม ตามความเชี่อที่ว่า
อาหารเหล่า นี้เป็นเพื่อนกับความง่วง เพราะประกอบด้วยสารหลักใน ตัวยาที่ออกฤทธิ์
วิตามินและเอ็นไซม์ที่เป็นสื่อกลางช่วยให้ง่วงเหงาหาวนอน ควรเลือกผลิตภัณฑ
์จากนมที่ย่อยได้ง่ายที่สุด อย่างโยเกิร์ต (นมเปรี้ยว) นมข้น และเนยแข็งสีขาว
ดีกว่าพวกเนยแข็งที่ไขมันสูงและผ่านการหมักเชื้อ สำหรับอาหารค่ำ
ควรเลือกอาหารจำพวกปลานึ่ง ผักนึ่ง และผลไม้ที่ย่อยง่าย เลีกเลี่ยงอาหาร
ที่มีไขมัน ผลิตภัณฑ์จากหมูเนื้อ เครื่องเทศและเครื่องปรุงรส
15.ก่อนเข้านอนอย่าดื่มน้ำมากเกินไป แต่ให้ดื่มมาก ๆ
ในระหว่างวันตั้งแต ่เวลา 18 นาฬิกาเป็นต้นไปจงลดการบริโภคของเหลว
16.ปกป้องตนเองให้พ้นจากเสียงรบกวนหาสำลีอุดหูหรือติดกระจกซ้อนสองชั้น
ปูพรมตลอดห้อง ใช้เพดาน เก็บเสียง….เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม ทีเราใช้ชีวิต
อยู่มีส่วนในการลด ทอนคุณภาพการนอนได้
17.หัวเราะวันละหลาย ๆ ครั้ง การหัวเราะเป็นกิจกรรมตามธรรมชาติและ
เกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาท สำหรับบางคน
"หัวเราะนาทีเดียวมีค่าเท่ากับการ ผ่อนคลายร่างกายสี่สิบห้านาทีเต็ม"
18.การพักผ่อนนอนหลับเป็นเรื่องใหญ่ ที่นอนเป็นเรื่องสำคัญ จงหันไปเลือก
ฟูก ขนาด 160 คูณ 200 ซ.ม. กว้างขวางกว่าฟูกมาตรฐานขนาด 140 คูณ 190 ซ.ม.
หรือไม่ก็ไปหาฟูกแบบอเมริกัน เลือกตามชอบใจว่าจะเป็น คิงไซส์ ขนาด 190 คูณ 200 ซ.ม.
หรือแคลิฟอร์เนียนคิงไซส์ ขนาด 180 คูณ 210 ซ.ม.
19.เพื่อความสมดุลสงบ เวลานอนควรตรวจสอบทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับการวาง
เตียงนอน คือให้ศีรษะหันไปทางทิศเหนือ เท้าไปทางทิศใต้ตามทิศทาง
ของคลื่นแม่เหล็กโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าให้ศีรษะหันไปทางทิศ ตะวันออก
20.ถ้าคุณต้องทาสีผนังห้องนอนใหม่ ขอให้ทราบด้วยว่าสีฟ้ากลาง ๆ
เป็นสีสำหรับ การนอนที่ดีที่สุด
21.กรองแสงสว่างเหมือนกับการหรี่ศูนย์ความรู้สึดตื่นของเราค่อย ๆ
หรี่จาก แสง สว่างจ้าให้มืดลงเรื่อย ๆ ลดไฟฟ้าในห้องนอนของคุณ หรือปิดตาสักครู่
ก่อน ดับไฟ คุณจะช่วยร่างกายให้ปฏิบัติหน้าที่ ง่ายขึ้นโดยช่วงเวลา เปลี่ยนแปลงคือ
สองสามนาที และปฏิบัติกลับกันในตอนเช้า
22.ไม่ควรนำต้นไม้ใบเขียวไว้ในห้องนอน อย่างน้อยเวลากลางคืน หลีกเลี่ยง
ไม่ให้ มาแย่งออกซิเจน
23.ใช้วารีบำบัด สปาบางแห่งเสนอวิธีบำบัดที่ช่วย ให้คุณค้นพบกุญแจ
สำหรับการ นอนหลับใน โปรแกรม ประกอบด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ในสระว่ายน้ำ
ที่บรรจุน้ำทะเลอุ่น ๆ ตามด้วยเสียงดนตรีใต้น้ำ การแช่น้ำ ในอ่างจากุชซี่ที่ผสม
หัวน้ำมันดอกลาเวนเดอร ์จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
24.อย่าให้ห้องนอนของคุณร้อนเกินไป จะดีที่สุดให้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 ถึง 25
องศาเซลเซียส
25.ควบคุมการหายใจขณะตื่นอยู่ ร่างกายเพิ่มการหายใจในระดับทรวงอกเอง
โดยสัญชาตญาณ จงหายใจเข้าช้า ๆ และลึก ๆ โดยใช้ท้องอย่างไม่ต้องฝืน และ
ต่อเนื่องกันราบรื่น หายใจออกแล้วหยุดไว้สองวินาที ก่อนหายใจใหม่ อีกครั้ง
การหยุดช่วงสั้น ๆ นี้มีบทบาททำให้ระบบประสาทสงบลง ให้ปฏิบัติ การหายใจ
ในท่านอนเหยียดยาว ก่อนนอน
26.นวดตัว โดยเน้นที่เท้า กลุ่มเส้นประสาท เส้นโลหิต หรือต่อมน้ำเหลือง
ด้วยน้ำมันหอม ระเหยผสมลงไปในน้ำมันฐาน หรือครีมที่เป็นกลาง ถ้าชอบจะ
เพิ่มน้ำมันหอมระเหย (ดอกลาเวนเดอร์ ดอกมาร์จอแลน ดอกบาซิลิก หรือเนโรลี)
โดยหยดผสมไปกับน้ำมันฐาน (น้ำมันหอม ระเหยมากที่สุด 5
เปอร์เซ็นต์ น้ำมันฐานถ้าเป็นไปได้ ใช้ชนิดบริสุทธิ์ 100
เปอร์เซ็นต์ ตามธรรมชาติ) เทคนิค อื่นในการคลาย เครียดได้แก่
การใช้ฝ่ามือทั้งสองนวด โดยกางนิ้วออก นวดศีรษะเบา ๆ ไล่จากคางขึ้น ไปถึงหน้าผาก
แล้วย้อนกลับ ลงมาที่ท้ายทอย คุณนวดที่หางตาได้ ด้วยเช่นกัน
27.ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ วิธีนี้ช่วยลดภาวะตึงเครียด
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ การนอนง่ายคือบังคับควบคุม ความรู้สึกของสายตาและ
ไม่คิดอะไรอีกต่อไป ได้สำเร็จ ขณะนอนหลับ สัมผัสทั้งห้าของเราถอดสายปลั๊ก
ตามธรรมชาต ิเริ่มต้น จากการมอง การรับกลิ่น การรับรส การสัมผัส
และสุดท้ายการได้ยิน
28.อาบน้ำร้อน โดยค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจาก 35 ถึง 39
องศาเซลเซียส การทำเช่นนี้มี ปฏิกริยากล่อมประสาทให้ง่วงนอน (สำหรับแปดในสิบหน)
คุณสามารถเติมสมุนไพร สกัดลงในอ่างน้ำร้อนได้ แต่เพื่อความเพลิดเพลิน เท่านั้น
เพราะมีเพียงความร้อนเท่าน้นที ทำปฏิกริยา คุณเพียงแต่แช่ เท้าใน น้ำร้อน ก็ได้
ซึ่งจะต่อเนื่องถึงอุณหภูมิของร่างกาย และมีผลผ่อน คลายกลุ่ม ร่างแหเส้นประสาท
หรือเส้นโลหิต หรือหลอดน้ำเหลือง ให้ปฏิบัติ ก่อนเข้านอน
29.เพียงแค่วางมือทั้งสองข้างบนหน้าท้อง ความร้อนจากมือช่วยผ่อนคลาย
อวัยวะภาย ในช่องท้องที่ ขวางการไหลเวียนพลังงาน
30.อย่าคาดหมายล่วงหน้า พยายามอย่านึกคิดล่วงหน้าถึง การนัดหมาย
สำคัญทาง อาชีพการงานใน วันรุ่งขึ้น แนวคิดคือเข้านอนดึกด้วย ความกังวลจะทำให้
คุณหลับ ไม่ลง
31.ผ่อนคบายตัวเองด้วยการหลับตาและจินตนาการถึงการอาบน้ำ ฝักบัวเย็น
ฉ่ำ ที่ราดรด ลงมาจาก ศีรษะแล้วไหลไปตามลำคอ นำพาความเครียดทั้งวัน
ที่ผ่านมาให้ไหลไปตามทางน้ำ หรือใช้วิธีหายใจลึก ๆ อย่างรู้สติเป็นชุด ๆ
ผสานกับการคิดแต่ในแง่ดี ("ฉันยอมหลับอย่างวางใจ" "ฉันรู้สึกผ่อนคลาย
เต็มที่")
32.สามชั่วโมงก่อนนอน
บอกเลิกกิจกรรมทุกยอ่างที่คร่ำเคร่งแบะใช้สติปัญญา หยุดอ่านหนังสือถ้ามัน
จุดจินตนาการของคุณให้ทำงาน ผลักดันให้ฝันหรือ ใช้ความคิดใคร่ครวญ
33.พยายามคอยสังเกตสิ่งที่คุณทำแล้วหลับได้สนิทดี จะได้นำมาใช้ใหม่
ในค่ำคืน ที่นอนไม่หลับสักที
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


